Category Archives: Statements

မဟာမဲခေါင်ဒေသခွဲ (GMS) ရှိရွှေပြောင်းအလုပ်သမားနှင့် ၄င်းတို့၏ မိသားစုများအတွက် ကိုဗစ်-၁၉ ၏ သက်ရောက်မှုများနှင့် စပ်လျဉ်း၍ ထုတ်ပြန်ကြေညာချက်

แถลงการณ์เกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อแรงงานข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

3 เมษายน 2563

แถลงการณ์เกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อแรงงานข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การระบาดใหญ่ของโควิด-19 (COVID-19) กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน แรงงานข้ามชาติในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นกลุ่มประชากรที่มีมีความเปราะบางมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ขาดความมั่นคงในการทำงานและความไม่มั่นคงของสถานะผู้เข้าเมือง ดังนั้นเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทางเพื่อปกป้องสวัสดิภาพและส่งเสริมสวัสดิการแก่แรงงานข้ามชาติและครอบครัว

ภูมิหลัง

อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงเผชิญกับความท้าทายต่อการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในปัจจุบัน เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีสภาพทางพรมแดนที่ผู้คนเข้าออกได้หลายช่องทาง  ประเทศไทยในฐานะที่ประเทศปลายทางระดับอนุภูมิภาคที่มีผู้ย้ายถิ่นจากประเทศเมียนมา กัมพูชาและลาวมากกว่า 4 ล้านคนเข้ามาอยู่อาศัยและทำงาน  ในสภาวะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 รัฐบาลไทย เมียนมาและกัมพูชาขอความร่วมมือไม่ให้แรงงานข้ามชาติจากประเทศดังกล่าวเดินทางกลับเข้าประเทศต้นทาง อย่างไรก็ตาม แรงงานข้ามชาติจำนวนมากอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้ต้องกลับประเทศเพราะการอยู่ในประเทศไทยหมายถึงการรับความเสี่ยงที่จะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินซื้ออาหารและกลายสภาพเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยไปในที่สุด ในวันที่ 26 มีนาคม .. 2563 รัฐบาลไทยประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการบังคับใช้มาตรการต่างๆเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น

ก่อนจะมีการประกาศประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็มีการปิดชายแดนทางบกทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม .. 2563 แต่ต่อมาได้มีการผ่อนปรนการเปิดด่านพรมแดนในหลายจุดเนื่องจากความต้องการที่จะเดินทางกลับประเทศต้นทางของผู้ย้ายถิ่น มีการคาดการณ์ว่าแรงงานข้ามชาติ 60,000 คนเดินทางออกจากประเทศไทย ด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนตามบริเวณแนวชายแดน ทำให้เกิดความวิตกในหมู่แรงงานข้ามชาติท่ามกลางสภาวะการระบาดใหญ่และส่งผลให้มีผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากพยายามใช้ช่องทางอื่นนอกเหนือการผ่านด่านพรมแดนกลับไปยังประเทศต้นทาง ในวันที่ 24 มีนาคม .. 2563 มีมติจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ผ่อนผันการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมา กัมพูชาและลาว รวมไปถึงบุตรของแรงงานข้ามชาติที่ใบอนุญาตทำงานกำลังจะสิ้นสุดลง สามารถทำงานในประเทศไทยไปพลางได้ก่อนถึงวันที่ 30 มิถุนายน .. 2563 ในวันเดียวกันนั้น คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างประกาศกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 สำหรับผู้ประกันตนภายใต้กองทุนประกันสังคม

ขณะที่มาตรการต่างๆได้รับการขานรับจากหลายภาคส่วน แต่มาตรการเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผู้ที่ต้องเผชิญภาวะวิกฤตจากการสูญเสียหนทางทำมาหากินจากระบาดใหญ่ของโควิด-19 อันหมายรวมถึงแรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่เข้าข่ายที่จะได้รับการดูแลและเยียวยาจากรัฐเพราะพวกเขาไม่มีเอกสารการทำงานในประเทศไทยที่ถูกต้องและไม่เข้าเกณฑ์เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเนื่องจากเป็นแรงงานข้ามชาตินอกระบบ

การผ่อนผันการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานข้ามชาติที่จดทะเบียนในระบบ แต่ละเลยแรงงานข้ามชาตินอกระบบในภาวะวิกฤตแพร่ระบาดในปัจจุบัน ยิ่งทำให้พวกเขาต้องเผชิญการถูกดำเนินการภายใต้การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง แม้แต่แรงงานข้ามชาติที่ได้รับการจดทะเบียนอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยก็ไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการต่อใบอนุญาตทำงานและวีซ่าผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยและสถานทูตประเทศต้นทางก็เต็มไปด้วยแรงงานข้ามชาติที่ล้นหลามและเกิดการสื่อสารข้อมูลที่ขัดแย้งกันให้แก่แรงงานข้ามชาติ

แรงงานข้ามชาติที่เดินทางกลับไปยังประเทศต้นทางก็ต้องพบความท้าทายมากมาย รัฐบาลประเทศเมียนมา กัมพูชาและลาวมีการใช้มาตรการกักตัวเพื่อดูอาการแรงงานข้ามชาติ โดยมีการเริ่มให้แยกสังเกตอาการที่บ้าน ต่อมาให้มีการกักตัวในศูนย์ควบคุมโรคที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้หรือมีการให้กักตัวในศูนย์กักกันโรคในชุมชนของแรงงานข้ามชาติที่กลับคืนสู่ภูมิลำเนา แรงงานข้ามชาติมีข้อจำกัดในการที่จะเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิบัติและการจัดการด้านนโยบายการกักกันเพื่อสังเกตอาการ การจัดเตรียมการเดินทางสำหรับแรงงานข้ามชาติสู่ภูมิลำเนาก็เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ในบางชุมชนของแรงงานข้ามชาติบางแห่งมีการเตรียมรองรับแรงงานข้ามชาติที่กลับคืนสู่ภูมิลำเนาในวิธีที่แตกต่างกันไปโดยสมาชิกในชุมชนกันเอง หากวิธีการในทางปฏิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความหวาดกลัวและความระแวงภายในชุมชน ก็ยิ่งจะทำให้เกิดการตราหน้าประณามต่อแรงงานข้ามชาติที่กลับคืนสู่ภูมิลำเนา อีกทั้ง สมาชิกในชุมชนก็ขาดการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีความกังวลเรื่องสถานบริการสาธารณสุขในชุมชนถึงความพร้อมของการรับมือภาวะระบาดใหญ่และสิ่งที่ต้องจัดหาไว้ให้เมื่อยามเจ็บป่วย

แรงงานข้ามชาติที่กลับคืนสู่ภูมิลำเนาเป็นจำนวนมากย่อมมีผลกระทบต่อประเทศต้นทางทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค เนื่องจากแรงงานข้ามชาติหลายคนไม่มีเอกสารสำคัญประกอบจึงทำให้เกิดความยุ่งยากที่จะเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคมในประเทศต้นทาง รวมไปถึงการบริการสุขภาพพื้นฐาน การหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติที่กลับคืนสู่ภูมิลำเนาก็เป็นสาเหตุให้เกิดความยากลำบากในระดับครอบครัวเพราะสมาชิกครอบครัวต้องจัดหาอาหารและช่วยเหลือญาติที่กลับมาโดยมีระยะเวลาการเตรียมการอันสั้น อีกทั้ง การยืดเวลาการชัตดาวน์ในพื้นที่ต่างๆอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ฉุกเฉินของโควิด-19 ทำให้การส่งเงินกลับประเทศโดยแรงงานข้ามชาติต้องหยุดลงซึ่งจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อประเทศต้นทาง

ข้อเสนอแนะ

จากความท้าทายข้างต้น เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยประกาศให้แรงงานข้ามชาติและผู้ย้ายถิ่นทราบทั่วกันโดยไม่คำนึงถึงสถานะผู้เข้าเมืองว่าทุกคนก็สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพซึ่งได้ตระเตรียมไว้เพื่อรองรับความซับซ้อนของการระบาดใหญ่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ อีกทั้ง การระบาดใหญ่ครั้งนี้เน้นย้ำว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะจัดสรรให้มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากทั้งมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนและด้านสาธารณสุข
  2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานทั้งในประเทศไทยและประเทศต้นทางทำงานร่วมกันเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลสาธารณะให้แพร่ออกไปอย่างกว้างขวางโดยมีวัตถุประสงค์ให้แรงงานข้ามชาติทราบถึงข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในภาษาของแรงงานข้ามชาติที่เหมาะสม ข้อมูลดังกล่ารวมไปถึง มาตรการป้องกันเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งที่ต้องทำและการติดต่อสถานบริการสาธารณสุขในกรณีเจ็บป่วย การปิดด่านพรมแดน การเว้นระยะห่างทางสังคมและการกักกันตัวเอง การกักตัวเพื่อดูอาการและมาตรการบรรเทาทุกข์สำหรับแรงงานข้ามชาติในกรณีสูญเสียรายได้หรือถูกเลิกจ้างกะทันหัน
  3. กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขออกคำแนะนำด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานในภาษาไทยและภาษาของแรงงานข้ามชาติสำหรับนายจ้างและลูกจ้างที่ยังคงต้องทำงานต่อไปรวมไปถึงแรงงานที่ทำงานในบ้าน
  4. รัฐบาลไทยปล่อยตัวผู้ต้องขังซึ่งเป็นผู้ย้ายถิ่นกรณีเข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารถูกต้อง ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อ 2  การปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค ดังนั้น สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและห้องควบคุมตัวควรได้รับการปิดในช่วงการระบาดใหญ่ สภาพสถานกักขังที่มีผู้ต้องขังอยู่อย่างแออัดเกินไปและการให้การดูแลสุขภาพที่ไม่ทั่วถึง จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้การแพร่ระบาดของโควิด-19เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น การคุมขังผู้ย้ายถิ่นกรณีเข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารถูกต้องไม่ควรมีไว้เพื่อการลงโทษและควรให้ความชอบธรรมเป็นรายกรณีในการปล่อยตัวผู้ต้องขังหรือส่งกลับประเทศต้นทาง แต่เนื่องจากสถานการณ์การปิดพรมแดนและข้อจำกัดทางด้านการเดินทางระดับสากลทำให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปไม่ได้
  5. รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการบรรเทาทุกข์ที่เหมาะสมและตอบสนองกรณีการสูญเสียงานและรายได้ให้แก่แรงงานข้ามชาติทุกคน รวมไปถึงแรงงานข้ามชาตินอกระบบและแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารอนุญาตทำงานที่ครบถ้วน
  6. กระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประเทศไทยและประเทศต้นทางทำงานประสานด้านการส่งกลับผู้ย้ายถิ่นในเรื่องการคัดกรอง การกักตัวเพื่อดูอาการและจำนวนผู้ย้ายถิ่นที่จะเดินทางผ่านด่านพรมแดนได้ในแต่ละครั้ง
  7. ประเทศต้นทางรับรองมาตรฐานการคัดกรองแรงงานข้ามชาติกลับคืนสู่ภูมิลำเนาโดยมีการปฏิบัติการที่มีความละเอียดรอบคอบและโปร่งใส รวมไปถึงมีการจัดสรรข้อมูลที่ชัดเจนให้แก่แรงงานข้ามชาติเกี่ยวกับการบริการด้านสุขภาพและกระบวนการกักตัวเพื่อดูอาการ อีกทั้ง ประเทศต้นทางต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณะและป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติกลับคืนสู่ภูมิลำเนา
  8. ประเทศต้นทางอำนวยความสะดวกแก่แรงงานข้ามชาติที่ตกค้างอยู่ที่ด่านพรมแดนให้สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย
  9. ประเทศต้นทางผ่อนปรนข้อกำหนดด้านเอกสารให้แก่แรงงานข้ามชาติกลับคืนสู่ภูมิลำเนา เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขโดยไม่คำนึงถึงสถานะและสิทธิที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร
  10. 10.ประเทศต้นทางมีมาตรการสนับสนุนครอบครัวของแรงงานข้ามชาติที่สูญเสียรายได้อันเนื่องมาจากการกลับคืนสู่ภูมิลำเนา มาตรการดังกล่าวอาจจะพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการบรรเทาทุกข์ของประเทศนั้นๆเพื่อให้การช่วยเหลือแรงงานที่สูญเสียรายได้อันเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19
  11. 11.สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ต้องทำงานอย่างเป็นเอกภาพและประสานงานให้เกิดการตอบสนองต่อการเคลื่อนย้ายของผู้คนในวิธีที่จะลดการการแพร่กระจายของโควิด-19 ในขณะก็มีการรักษาศักดิ์ศรีและสิทธิของแรงงานข้ามชาติ

วิกฤตการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องจัดสรรโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้แก่กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด นั่นหมายถึงแรงงานข้ามชาติ เพราะโรคอุบัติใหม่นี้สามารถแพร่ระบาดข้ามพรมแดนสู่ผู้คนไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมแบบใด เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเรียกร้องให้รัฐบาลในประเทศอนุภาคลุ่มน้ำโขงใช้หลักธรรมาภิบาลว่าด้วยการย้ายถิ่นแรงงานอันเป็นไปตามกรอบสิทธิมนุษยชน รัฐบาลต้องไม่ใช้ภาวะวิกฤตเพื่อการฉวยโอกาสที่จะทำให้การตรวจตราที่ล่วงล้ำถูกทำให้เป็นปกติและเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดเมื่อวิกฤตการระบาดนี้จบลง การประกาศใช้อำนาจฉุกเฉินต้องมีการจำกัดระยะเวลาและความเหมาะสมภายใต้การพิจารณาของสาธารณชน ไม่ใช้เพื่อให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่บางกลุ่ม

เกี่ยวกับเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network – MMN)

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  (Mekong Migration Network – MMN) เป็นองค์กรภาคประชาสังคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นับตั้งแต่ปี .. 2544 สมาชิกในเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงปฏิบัติหน้าที่ทั้งในประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติและประเทศปลายที่แรงงานข้ามชาติเดินทางเข้ามาทำงาน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำงานกับแรงงานข้ามชาติในระดับการทำงานภาคสนาม และทางเครือข่ายมีการจัดการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียภาครัฐบาลในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

กรุณาเยี่ยมชมหน้าเว็บของเรา www.mekongmigration.org โทรศัพท์  + 66 (53) 283259

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

Ms. Reiko Harima ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  อีเมลล์ reiko@mekongmigration.org (อังกฤษและญี่ปุ่น)

นางสาวญาณิน วงค์ใหม่ ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีเมลล์ yanin@mekongmigration.org (อังกฤษและไทย)

Mr. Brahm Press ผู้อำนวยการ มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ อีเมลล์ : brahm.press@gmail.com(อังกฤษและไทย)

Mr. Sokchar Mom ผู้อำนวยการ องค์กร Legal Support for Children and Women ประเทศกัมพูชา อีเมลล์ sokchar_mom@lscw.org (อังกฤษและเขมร)

Ms. Thet Thet Aung, ผู้อำนวยการ องค์กร Future Light Center, Myanmar อีเมลล์ thet2aung2012@gmail.com (พม่า)

______________

[1] พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อ 9, http://www.mfa.go.th/main/contents/files/news3-20200329-164122-910029.pdf

[2] เรื่องเดียวกัน ข้อ 2

MMN Statement on the Impact of Covid-19 on Migrants in the Greater Mekong Subregion

3 April 2020– For Immediate Release

Statement on the Impact of Covid-19 on Migrants in the Greater Mekong Subregion

The Coronavirus (Covid-19) pandemic is having an unprecedent impact on people’s lives around the world. Migrants in the Greater Mekong Subregion (GMS) are among the most vulnerable to the present upheaval, given their limited access to healthcare, lack of job security and precarious immigration status. As such, the Mekong Migration Network (MMN) urges relevant authorities in countries of origin and destination to take immediate action to protect and support the welfare of migrants and their families.

Background

The GMS faces particular challenges in responding to the present crisis given its economic dependence on migrant labour and permeable borders. As the subregion’s major destination country, Thailand is home to more than 4 million migrant workers, most of whom are from Myanmar, Cambodia and Laos. Amid the Covid-19 pandemic, the governments of Thailand, Myanmar and Cambodia have urged migrant workers to stay put and avoid travelling back to their countries of origin. However, many migrants have been compelled to return, as remaining in Thailand, for many, means no job, no food and a real risk of homelessness. On 26 March, Thailand declared a state of emergency by way of an Emergency Decree that introduced a raft of measures to “quickly remedy the emergency situation and prevent its escalation”.[1]

Ahead of the Emergency Decree on 23 March, all land borders were closed, but many have since reopened, in response to the weight of migrants attempting to cross. By 25 March, the Thai government estimated that 60,000 migrants had left Thailand. The uncertainty surrounding border closures has added to the sense of panic felt within migrant communities during this public health emergency and has led to more migrants crossing at non-official crossing points.

On 24 March, the Thai cabinet approved measures to ease immigration regulations to allow registered migrant workers and their children to extend their right to remain and work in the country until June 30. On the same day, the Thai Cabinet also approved draft Ministerial Regulations and Notifications regarding compensation and relief measures for employers and employees registered with the Social Security Fund (SSF).

While these measures are welcomed, they do not go far enough to help those who face a loss of livelihood due to the Covid-19 pandemic. A significant number of migrant workers will not qualify for these government initiatives as they are either undocumented or ineligible to register since the SSF excludes many migrant occupations on the grounds that they are in the informal sector.

Similarly, the easing of immigration requirements for documented migrant workers, disregards the critical situation faced by the significant number of undocumented migrant workers who remain subject to immigration enforcement action. Even for documented migrant workers, information concerning work permits and visa renewals has not been effectively conveyed, and relevant authorities, including Thai immigration and Embassies of migrant countries of origin, appear overwhelmed and are sending conflicting messages to migrants. 

Migrants who have returned to their countries of origin also face a host of challenges. Myanmar, Cambodia and Laos have all begun quarantining migrant returnees, first by way of home quarantine and more recently at government quarantine centres where in operation or community-based quarantine centres in their home areas. Migrants currently have limited access to accurate information concerning the operation and arrangements regarding such policies. Arranging safe forms of travel to their homes is also a matter that requires immediate attention. Some communities are making their own arrangements for the return of migrants; these range from practical isolation measures to measures driven by fear, which may fuel stigmatization against returnees. Members of communities have a lack of access to accurate information and are concerned as healthcare facilities in rural areas are particularly ill equipped.

The mass return of migrants will also have a significant impact in countries of origin at both the micro and macro level. Many migrants no longer hold documentation in their country of origin making it difficult for them to access social protection, including basic healthcare. The sudden influx of returnees is also the cause of hardship at the household level, as families must feed and accommodate returning relatives at short notice. Given the prolonged shutdown that is anticipated as a result of the Covid-19 emergency, the loss of remittances is likely to have a major economic impact on migrant countries of origin in the GMS.

Recommendations

In light of the above challenges, MMN calls on the relevant authorities to implement the following:

  1. For the Thai Ministry of Health to publicly announce that all migrants, regardless of immigration status, can access free public healthcare that is appropriately prepared to deal with the complexities of a pandemic. The current crisis has highlighted the urgent need for universal healthcare, both from a human rights and public health standpoint.
  2. For the relevant authorities in Thailand and countries of origin to mount far-reaching coordinated public information campaigns aimed at migrants to inform them of important matters relating to the Covid-19 pandemic in appropriate migrant languages. Such information must include: preventative measures to stop the spread of Covid-19, what to do and how to contact the health authorities in the event of falling ill, immigration updates, border closures, how to social distance and self-isolate, quarantine requirements, and relief measures that are available for migrants in case of sudden loss of income or dismissal from work.
  3. For the Thai Ministry of Labour and Ministry of Health to issue immediate occupational health and safety guidelines in Thai and migrant languages for employers and workers who continue to work, including domestic workers.
  4. For the Thai Government to release all immigration detainees. In light of the government’s Emergency Decree ordering the “closure of Places that are Risk-Prone to the Transmission of the Disease”[2], immigration detention centres and other such holding facilities should be closed. The overcrowded conditions and inadequate provision of healthcare make such facilities “epidemiological pumps” that facilitate the spread of highly contagious diseases such as Covid-19. Moreover, immigration detention is not a punishment and is justified only as so far as it is necessary to facilitate removal or deportation, which, given current border closures and global restrictions on travel, make such operations impossible.
  5. For the Thai Government to pursue responsive and appropriate relief measures that benefit all workers including informal sector workers and undocumented migrant workers, who face loss of work and income.
  6. For the Ministries of Labour and of Immigration in Thailand and countries of origin to coordinate on the return of migrants regarding screening, quarantining, and limiting the numbers allowed to cross the border at a time.
  7. For countries of origin to ensure that screening of migrant returnees is carried out in a sensitive and transparent manner and provide migrant returnees with clear information concerning available healthcare and quarantine processes. Countries of origin must also provide accurate information to its general public and prevent discrimination against migrant returnees.
  8. For countries of origin to provide migrant returnees who are stuck at the border with safe onward travel to their home communities.
  9. For the countries of origin to relax documentation requirements to ensure that all migrant returnees have access to public healthcare, regardless of their household registration status.
  10. For countries of origin to provide appropriate support for families who have lost income as a result of the return of migrant family members. Such measures may be considered part of respective countries’ relief measures for all workers, who have lost income as a result of the adverse economic impact of the Covid-19 pandemic.
  11. For the Association of South East Asian Nations, ASEAN, to work in unity and provide a coordinate response regarding the movement of people in ways that will reduce the potential of virus spreading events while maintaining the dignity and rights of migrants.

The Covid-19 crisis has heightened the urgent need for governments to provide a social safety net for the most vulnerable, including migrant workers, since the disease does not respect borders or care about people’s immigration status or social standing. MMN urges all governments in the GMS to base their systems of labour migration governance on a human rights framework. Governments must not use the ongoing Covid-19 crisis as an opportunity to normalize intrusive surveillance and restrictions on people’s liberty once the present crisis ends. Emergency powers, where used, must be time-limited, proportionate, subject to public scrutiny and not be used for authoritarian ends.

ABOUT THE MEKONG MIGRATION NETWORK

Founded in 2003, the Mekong Migration Network (MMN) is a sub-regional network of civil society organisations and research institutes working towards the protection and promotion of the rights of migrants and their families in the Greater Mekong Sub-region. MMN’s areas of joint action include collaborative research, advocacy, capacity building and networking. MMN members operate in both countries of origin and destination, have unique expertise in the field, and are in close contact with migrant workers at a grassroots level. For more information on MMN, please visit MMN’s webpage at: www.mekongmigration.org

For more information about the statement, please contact:

Ms. Reiko Harima, MMN Regional Coordinator (English and Japanese) at: reiko@mekongmigration.org

Ms. Yanin Wongmai, MMN Project Coordinator (Thai and English) at: yanin@mekongmigration.org

Mr. Brahm Press, Executive Director, MAP Foundation (English and Thai) at: brahm.press@gmail.com

Mr. Sokchar Mom, Executive Director, Legal Support for Children and Women, Cambodia (Khmer and English) at: sokchar_mom@lscw.org

Ms. Thet Thet Aung, Director, Future Light Center, Myanmar (Burmese) at: thet2aung2012@gmail.com

Or call the MMN Secretariat office on + 66 (53) 283259.

____________

[1] Regulation Issued under Section 9  of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situations B.E. 2548 (2005)(No.1) Available at http://www.mfa.go.th/main/contents/files/news3-20200329-164122-910029.pdf

[2] Ibid., Clause 2.

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเปิดตัวรายงานวิจัย “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย”

3 กุมภาพันธ์ 2563

 

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเปิดตัวรายงานวิจัย “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย”

 

วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 แรงงานข้ามชาติเผยว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปรับปรุงสภาพการทำงานและสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติที่ทำงานภาคเกษตรในประเทศไทย

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network – MMN) ในฐานะเป็นเครือข่ายระดับอนุภูมิภาคที่ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติและครอบครัวผ่านการรณรงค์เชิงยุทธศาสตร์ เปิดตัวรายงานวิจัย เรื่อง “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย”  วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย รายงานวิจัยฉบับดังกล่าวนำเสนอข้อค้นพบจากการวิจัยร่วมกันระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2562 ซึ่งเผยให้เห็นสภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าและกัมพูชาในภาคเกษตรของประเทศไทย โดยเจาะจงไปที่ประสบการณ์ของแรงงานในพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา การวิจัยนี้ได้เน้นศึกษาประสบการณ์ของแรงงานฯและการวิเคราะห์ช่องว่างในกลไกการคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ ในการเปิดตัวรายงานวิจัยครั้งนี้มีสนใจผู้เข้าร่วมงานและพูดคุยประเด็นแรงงานข้ามชาติภาคเกษตรมากกว่า 40 คน จากหลากหลายภาคส่วนประกอบด้วยแรงงานข้ามชาติ  เจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์การระหว่างรัฐบาล นักวิชาการและสื่อมวลชน 

ข้อค้นพบทางการวิจัยของเครือข่ายฯเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่แรงงานข้ามชาติประสบเมื่อเข้ามาทำงานภาคเกษตรในประเทศไทย อาทิ ความยุ่งยากในขั้นตอนการขอสถานะเข้าเมืองที่ถูกกฎมาย พบว่าแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆอีก ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ-จดทะเบียนมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรที่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และมากกว่าครึ่งของแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรที่ได้รับการสำรวจในงานวิจัยไม่ได้จดทะเบียน ข้อค้นพบทางการวิจัยยังนำเสนอประเด็นชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานกว่าเวลาทำงานปกติ โดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานในสวนยางพารามีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก (64 %) ได้รับค่าจ้างในอัตราที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ คือ 9,000 บาทต่อเดือน แรงงานข้ามชาติบางกลุ่มถูกยึดเอกสารส่วนตัวโดยนายจ้าง อีกทั้งสภาพที่อยู่อาศัยและอาชี-วอนามัยและความปลอดภัยในอาชีพก็ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

นายวิน ซอ อู แรงงานข้ามชาติชาวพม่าที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 17 ปี ในไร่ข้าวโพด สัปปะรดและอ้อยในประเทศไทย กล่าวว่า “แรงงานข้ามชาติในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้ค่าแรงโดยเฉลี่ยต่อวันต่ำมาก ประมาณ 150 บาทต่อวัน และถ้าหากขับรถได้จะได้ค่าแรงประมาณ 200 บาทต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำตามกฎหมาย จึงอยากขอร้องให้รัฐบาลช่วยต่อรองกับนายจ้างเพื่อให้แรงงานข้ามชาติได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น” 

นายสุทธิศักดิ์ รุ่งเรืองผาสุก ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation) สาขาแม่สอด จังหวัดตาก อธิบายเพิ่มเติมถึงปัญหาที่แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรประสบพบเจอว่า “แรงงานข้ามชาติส่วนมากคิดว่าเมื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้วจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ว่าแรงงานข้ามชาติบางส่วนไม่สามารถส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสถานะการเข้าเมืองทางกฎหมาย อีกทั้ง แรงงานข้ามชาติทำงานในพื้นที่ห่างไกลจากบริการของภาครัฐและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และสภาพที่อยู่อาศัยก็ไม่มีความปลอดภัย” นอกจากนี้ นางสาวไว เพียว จากมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (FED Foundation) สาขาพังงา กล่าวเสริมถึงความกังวลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Health and Safety – OHS) “แรงงานข้ามชาติส่วนมากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพราะนายจ้างไม่มีการจัดเตรียมให้ ทำให้แรงงานข้ามชาติต้องซื้ออุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลด้วยตัวเอง ปัญหาที่พบเจอได้บ่อยอีกอย่างคือ แรงงานข้ามชาติหญิงได้รับค่าแรงต่ำกว่าแรงงานชาติชายแม้ว่าจะทำงานประเภทเดียวกัน” 

นางพัฒนา พันธุฟัก ผู้ช่วยปลัดประทรวงแรงงาน ผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ตอบสนองต่อข้อกังวลข้างต้นว่า “รัฐบาลไทยมีความพยายามเสมอมาที่จะปรับปรุงสภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทยแต่ก็อาจจะมีช่องโหว่บางอย่างในการกำหนดนโยบายและกระบวนการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึง มกราคม พ.ศ. 2563 ทางกระทรวงแรงงานทำการตรวจแรงงานทั้งหมด 451 สถานประกอบการ ซึ่งครอบคลุมจำนวนแรงงานทั้งหมด 4,567 คน ในจำนวนนี้มีจำนวน 8 สถานประกอบการ ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานเกษตรกรรม” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากการตรวจแรงงานในสถานไม่ได้มีการแยกประเภทแรงงานข้ามชาติและแรงงานไทย

งานเปิดตัวรายงานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความต้องการที่จะให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติภาคเกษตร ซึ่งแรงงานเหล่านี้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย เครือข่ายฯสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิของแรงงานภาคเกษตรทุกคนรวมทั้งแรงงานข้ามชาติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

รายงานวิจัย “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย” ฉบับภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.mekongmigration.org/wp-content/uploads/2020/01/book_Migrant-in-Agriculture-Eng-1.pdf

เกี่ยวกับเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network – MMN)

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  (Mekong Migration Network – MMN) เป็นองค์กรภาคประชาสังคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 สมาชิกในเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงปฏิบัติหน้าที่ทั้งในประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติและประเทศปลายที่แรงงานข้ามชาติเดินทางเข้ามาทำงาน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำงานกับแรงงานข้ามชาติในระดับการทำงานภาคสนาม และทางเครือข่ายมีการจัดการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียภาครัฐบาลในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 

กรุณาเยี่ยมชมหน้าเว็บของเรา www.mekongmigration.org

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

Ms. Reiko Harima ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  อีเมลล์ reiko@mekongmigration.org (English or Japanese) or whatsapp +852 93692244

Ms. Yanin Wongmai (นางสาวญาณิน วงค์ใหม่) ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีเมลล์  yanin@mekongmigration.org เบอร์โทร (+66) 860918186

PRESS RELEASE: MMN Launches the Report “Migrant Agricultural Workers in Thailand”

30 January 2020

PRESS RELEASE: MMN Launches the Report “Migrant Agricultural Workers in Thailand” 

During the MMN publication launch on 30 January 2020, migrant workers revealed that working and living conditions in Thailand’s agricultural sector are in urgent need of improvement.

Mekong Migration Network (MMN), a network of Civil Society Organisations (CSOs) advocating for migrants’ rights in the Mekong region, launched the report “Migrant Agricultural Workers in Thailand”  on 30 January 2020 at the Foreign Correspondents’ Club, Thailand. The report presents the findings of a collaborative research from 2017 to 2019, which highlights the living and working conditions of migrant workers from Cambodia and Myanmar employed in Thailand’s agricultural sector. Focusing specifically on the experiences of workers on corn, cassava, palm oil, and rubber plantations, the resulting study highlights their experiences and analyses gaps in existing protection mechanisms. Over 40 participants, representing migrant workers, the Thai Ministry of Labour, CSOs, intergovernmental organisations, academia, and the press, gathered to hear MMN’s research findings and discuss migration and labour issues in the agricultural sector.

The key findings from the MMN research highlighted the challenges migrant agricultural workers face. This included the difficulty in getting legal immigration status, given the prohibitively high registration costs relative to the average incomes migrant agricultural workers receive. In fact, half of the migrant workers surveyed were undocumented. MMN research also pointed out the long working hours, especially among migrant workers in rubber plantations, with a significant number of them working over 12 hours. The majority (64.2%) of migrant workers surveyed receive below Thai Baht (THB) 9000 per month, well below the minimum wage. Some migrants also experienced having their documents confiscated by employers. Additionally, housing conditions and occupational health and safety were found to be substandard. 

At the event, Mr. Win Zaw Oo, an agricultural migrant worker who has worked in corn, pineapple and sugar cane plantations in Thailand over the past 17 years, stated, “We get very low wages working in agriculture in Mae Sot. Our daily wage is THB 150, and THB 200 if we are able to drive trucks. This is not enough to support our daily lives…we need help to negotiate with our employers for a higher wage.”

Reporting on common issues faced by migrants in the agricultural sector, Mr. Sutthisak Rungrueangphasuk, from MAP Foundation, a CSO that works in Mae Sot, explained, “Migrant agricultural workers come to Thailand for a better life, but they cannot afford to send their children to school or register for legal status in Thailand…Migrants live and work in hard-to-reach places and their housing conditions are not good.” 

In line with MMN research findings, Ms. Wai Phyo from the Foundation for Education and Development, a CSO supporting migrants in Phang Nga, shared her concerns about occupational health and safety. “Many migrants do not have Personal Protective Equipment (PPE) because it is not provided by employers. Those who own PPE have to buy it themselves. Moreover, women migrant workers get lower wages than male workers, despite doing the same work.”

On behalf of the Ministry of Labour, Royal Thai Government, Assistant to the Permanent Secretary, Ms. Phattana Phanfak, responded to concerns by explaining, “the Thai government is making a number of efforts to improve working conditions of migrant agricultural workers, but there are still gaps in policy formulation and implementation…From October 2019 to January 2020, labour inspections have been conducted in 451 workplaces in the agriculture sector, covering 4,567 workers. Of these, eight workplaces were found not to have met labour standards.” In response to a question on the number of migrant workers in these workplaces inspected, she explained that the breakdown is not available. 

The press conference ended with MMN highlighting the urgent need to improve working and living conditions of agricultural workers who are left unprotected despite their significant contribution to the Thai economy and society. MMN continues to call for the protection of all agricultural workers, including migrants, under the Labour Protection Act (1998). 

 

 

ABOUT THE MEKONG MIGRATION NETWORK

Mekong Migration Network (MMN) is a sub-regional network of CSOs and research institutes that has been working towards the protection and promotion of migrants’ rights in the Mekong Sub-region since 2001. MMN members operate in both countries of origin and destination and have unique expertise in the field and close contact with migrant workers at a grassroots level. MMN also has regular dialogue with government stakeholders in the Mekong Sub-region. For more information about MMN, please visit our webpage at: www.mekongmigration.org. The report “Migrant Agricultural Workers in Thailand” is also accessible at http://www.mekongmigration.org/?p=7951

 

CONTACT INFORMATION 

For more information about the report launch, please contact the following: 

Ms. Reiko Harima, MMN Regional Coordinator, at reiko@mekongmigration.org (English or Japanese) or whatsapp +852 93692244; and

Ms. Yanin Wongmai, MMN Project Coordinator (Thai and English) at: yanin@mekongmigration.org.

Back to Top