Category Archives: Other Activities

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเปิดตัวรายงานวิจัย “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย”

3 กุมภาพันธ์ 2563

 

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเปิดตัวรายงานวิจัย “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย”

 

วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 แรงงานข้ามชาติเผยว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปรับปรุงสภาพการทำงานและสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติที่ทำงานภาคเกษตรในประเทศไทย

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network – MMN) ในฐานะเป็นเครือข่ายระดับอนุภูมิภาคที่ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติและครอบครัวผ่านการรณรงค์เชิงยุทธศาสตร์ เปิดตัวรายงานวิจัย เรื่อง “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย”  วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย รายงานวิจัยฉบับดังกล่าวนำเสนอข้อค้นพบจากการวิจัยร่วมกันระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2562 ซึ่งเผยให้เห็นสภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าและกัมพูชาในภาคเกษตรของประเทศไทย โดยเจาะจงไปที่ประสบการณ์ของแรงงานในพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา การวิจัยนี้ได้เน้นศึกษาประสบการณ์ของแรงงานฯและการวิเคราะห์ช่องว่างในกลไกการคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ ในการเปิดตัวรายงานวิจัยครั้งนี้มีสนใจผู้เข้าร่วมงานและพูดคุยประเด็นแรงงานข้ามชาติภาคเกษตรมากกว่า 40 คน จากหลากหลายภาคส่วนประกอบด้วยแรงงานข้ามชาติ  เจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์การระหว่างรัฐบาล นักวิชาการและสื่อมวลชน 

ข้อค้นพบทางการวิจัยของเครือข่ายฯเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่แรงงานข้ามชาติประสบเมื่อเข้ามาทำงานภาคเกษตรในประเทศไทย อาทิ ความยุ่งยากในขั้นตอนการขอสถานะเข้าเมืองที่ถูกกฎมาย พบว่าแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆอีก ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ-จดทะเบียนมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรที่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และมากกว่าครึ่งของแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรที่ได้รับการสำรวจในงานวิจัยไม่ได้จดทะเบียน ข้อค้นพบทางการวิจัยยังนำเสนอประเด็นชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานกว่าเวลาทำงานปกติ โดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานในสวนยางพารามีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก (64 %) ได้รับค่าจ้างในอัตราที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ คือ 9,000 บาทต่อเดือน แรงงานข้ามชาติบางกลุ่มถูกยึดเอกสารส่วนตัวโดยนายจ้าง อีกทั้งสภาพที่อยู่อาศัยและอาชี-วอนามัยและความปลอดภัยในอาชีพก็ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

นายวิน ซอ อู แรงงานข้ามชาติชาวพม่าที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 17 ปี ในไร่ข้าวโพด สัปปะรดและอ้อยในประเทศไทย กล่าวว่า “แรงงานข้ามชาติในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้ค่าแรงโดยเฉลี่ยต่อวันต่ำมาก ประมาณ 150 บาทต่อวัน และถ้าหากขับรถได้จะได้ค่าแรงประมาณ 200 บาทต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำตามกฎหมาย จึงอยากขอร้องให้รัฐบาลช่วยต่อรองกับนายจ้างเพื่อให้แรงงานข้ามชาติได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น” 

นายสุทธิศักดิ์ รุ่งเรืองผาสุก ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation) สาขาแม่สอด จังหวัดตาก อธิบายเพิ่มเติมถึงปัญหาที่แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรประสบพบเจอว่า “แรงงานข้ามชาติส่วนมากคิดว่าเมื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้วจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ว่าแรงงานข้ามชาติบางส่วนไม่สามารถส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสถานะการเข้าเมืองทางกฎหมาย อีกทั้ง แรงงานข้ามชาติทำงานในพื้นที่ห่างไกลจากบริการของภาครัฐและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และสภาพที่อยู่อาศัยก็ไม่มีความปลอดภัย” นอกจากนี้ นางสาวไว เพียว จากมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (FED Foundation) สาขาพังงา กล่าวเสริมถึงความกังวลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Health and Safety – OHS) “แรงงานข้ามชาติส่วนมากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพราะนายจ้างไม่มีการจัดเตรียมให้ ทำให้แรงงานข้ามชาติต้องซื้ออุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลด้วยตัวเอง ปัญหาที่พบเจอได้บ่อยอีกอย่างคือ แรงงานข้ามชาติหญิงได้รับค่าแรงต่ำกว่าแรงงานชาติชายแม้ว่าจะทำงานประเภทเดียวกัน” 

นางพัฒนา พันธุฟัก ผู้ช่วยปลัดประทรวงแรงงาน ผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ตอบสนองต่อข้อกังวลข้างต้นว่า “รัฐบาลไทยมีความพยายามเสมอมาที่จะปรับปรุงสภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทยแต่ก็อาจจะมีช่องโหว่บางอย่างในการกำหนดนโยบายและกระบวนการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึง มกราคม พ.ศ. 2563 ทางกระทรวงแรงงานทำการตรวจแรงงานทั้งหมด 451 สถานประกอบการ ซึ่งครอบคลุมจำนวนแรงงานทั้งหมด 4,567 คน ในจำนวนนี้มีจำนวน 8 สถานประกอบการ ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานเกษตรกรรม” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากการตรวจแรงงานในสถานไม่ได้มีการแยกประเภทแรงงานข้ามชาติและแรงงานไทย

งานเปิดตัวรายงานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความต้องการที่จะให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติภาคเกษตร ซึ่งแรงงานเหล่านี้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย เครือข่ายฯสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิของแรงงานภาคเกษตรทุกคนรวมทั้งแรงงานข้ามชาติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

รายงานวิจัย “แรงงานข้ามชาติภาคเกษตรในประเทศไทย” ฉบับภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.mekongmigration.org/wp-content/uploads/2020/01/book_Migrant-in-Agriculture-Eng-1.pdf

เกี่ยวกับเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network – MMN)

เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  (Mekong Migration Network – MMN) เป็นองค์กรภาคประชาสังคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 สมาชิกในเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงปฏิบัติหน้าที่ทั้งในประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติและประเทศปลายที่แรงงานข้ามชาติเดินทางเข้ามาทำงาน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำงานกับแรงงานข้ามชาติในระดับการทำงานภาคสนาม และทางเครือข่ายมีการจัดการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียภาครัฐบาลในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 

กรุณาเยี่ยมชมหน้าเว็บของเรา www.mekongmigration.org

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

Ms. Reiko Harima ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  อีเมลล์ reiko@mekongmigration.org (English or Japanese) or whatsapp +852 93692244

Ms. Yanin Wongmai (นางสาวญาณิน วงค์ใหม่) ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อีเมลล์  yanin@mekongmigration.org เบอร์โทร (+66) 860918186

PRESS RELEASE: MMN Launches the Report “Migrant Agricultural Workers in Thailand”

30 January 2020

PRESS RELEASE: MMN Launches the Report “Migrant Agricultural Workers in Thailand” 

During the MMN publication launch on 30 January 2020, migrant workers revealed that working and living conditions in Thailand’s agricultural sector are in urgent need of improvement.

Mekong Migration Network (MMN), a network of Civil Society Organisations (CSOs) advocating for migrants’ rights in the Mekong region, launched the report “Migrant Agricultural Workers in Thailand”  on 30 January 2020 at the Foreign Correspondents’ Club, Thailand. The report presents the findings of a collaborative research from 2017 to 2019, which highlights the living and working conditions of migrant workers from Cambodia and Myanmar employed in Thailand’s agricultural sector. Focusing specifically on the experiences of workers on corn, cassava, palm oil, and rubber plantations, the resulting study highlights their experiences and analyses gaps in existing protection mechanisms. Over 40 participants, representing migrant workers, the Thai Ministry of Labour, CSOs, intergovernmental organisations, academia, and the press, gathered to hear MMN’s research findings and discuss migration and labour issues in the agricultural sector.

The key findings from the MMN research highlighted the challenges migrant agricultural workers face. This included the difficulty in getting legal immigration status, given the prohibitively high registration costs relative to the average incomes migrant agricultural workers receive. In fact, half of the migrant workers surveyed were undocumented. MMN research also pointed out the long working hours, especially among migrant workers in rubber plantations, with a significant number of them working over 12 hours. The majority (64.2%) of migrant workers surveyed receive below Thai Baht (THB) 9000 per month, well below the minimum wage. Some migrants also experienced having their documents confiscated by employers. Additionally, housing conditions and occupational health and safety were found to be substandard. 

At the event, Mr. Win Zaw Oo, an agricultural migrant worker who has worked in corn, pineapple and sugar cane plantations in Thailand over the past 17 years, stated, “We get very low wages working in agriculture in Mae Sot. Our daily wage is THB 150, and THB 200 if we are able to drive trucks. This is not enough to support our daily lives…we need help to negotiate with our employers for a higher wage.”

Reporting on common issues faced by migrants in the agricultural sector, Mr. Sutthisak Rungrueangphasuk, from MAP Foundation, a CSO that works in Mae Sot, explained, “Migrant agricultural workers come to Thailand for a better life, but they cannot afford to send their children to school or register for legal status in Thailand…Migrants live and work in hard-to-reach places and their housing conditions are not good.” 

In line with MMN research findings, Ms. Wai Phyo from the Foundation for Education and Development, a CSO supporting migrants in Phang Nga, shared her concerns about occupational health and safety. “Many migrants do not have Personal Protective Equipment (PPE) because it is not provided by employers. Those who own PPE have to buy it themselves. Moreover, women migrant workers get lower wages than male workers, despite doing the same work.”

On behalf of the Ministry of Labour, Royal Thai Government, Assistant to the Permanent Secretary, Ms. Phattana Phanfak, responded to concerns by explaining, “the Thai government is making a number of efforts to improve working conditions of migrant agricultural workers, but there are still gaps in policy formulation and implementation…From October 2019 to January 2020, labour inspections have been conducted in 451 workplaces in the agriculture sector, covering 4,567 workers. Of these, eight workplaces were found not to have met labour standards.” In response to a question on the number of migrant workers in these workplaces inspected, she explained that the breakdown is not available. 

The press conference ended with MMN highlighting the urgent need to improve working and living conditions of agricultural workers who are left unprotected despite their significant contribution to the Thai economy and society. MMN continues to call for the protection of all agricultural workers, including migrants, under the Labour Protection Act (1998). 

 

 

ABOUT THE MEKONG MIGRATION NETWORK

Mekong Migration Network (MMN) is a sub-regional network of CSOs and research institutes that has been working towards the protection and promotion of migrants’ rights in the Mekong Sub-region since 2001. MMN members operate in both countries of origin and destination and have unique expertise in the field and close contact with migrant workers at a grassroots level. MMN also has regular dialogue with government stakeholders in the Mekong Sub-region. For more information about MMN, please visit our webpage at: www.mekongmigration.org. The report “Migrant Agricultural Workers in Thailand” is also accessible at http://www.mekongmigration.org/?p=7951

 

CONTACT INFORMATION 

For more information about the report launch, please contact the following: 

Ms. Reiko Harima, MMN Regional Coordinator, at reiko@mekongmigration.org (English or Japanese) or whatsapp +852 93692244; and

Ms. Yanin Wongmai, MMN Project Coordinator (Thai and English) at: yanin@mekongmigration.org.

MMN Holds the Second Policy Dialogue on Roles of Countries of Origin to Launch “Social Protection Across Borders”

From 16-17 September, the Mekong Migration Network (MMN) organised the second Policy Dialogue on the Roles of Countries of Origin in Phnom Penh, Cambodia. More than 40 representatives from governments, Civil Society Organisations (CSO), recruitment agencies’ associations from Cambodia, Myanmar and Vietnam, the Embassies of the Republic of the Philippines and Japan in Phnom Penh and intergovernmental organisations gathered to hear research findings from the MMN’s most recent publication and discuss how countries of origin can expand their role in enhancing migrants’ access to social protection across borders. The Policy Dialogue took place in tandem with a Labour Ministerial Conference held on 17 September in Siem Reap between governments of Cambodia, Lao PDR, Myanmar, Thailand and Vietnam (CLMTV) aimed at creating a joint framework on the portability of social security for migrant workers in CLMTV.

Between 2018 and 2019, the MMN conducted a research project to examine current efforts in countries of origin, namely Cambodia, Myanmar and Vietnam, to facilitate migrant workers’ access to social protection throughout the migration cycle and highlight migrants’ experiences in accessing these mechanisms. The resulting study, entitled, “Social Protection Across Borders: Roles of Countries of Origin in Protecting Migrants’ Rights”, is based on case studies of migrant workers currently in Thailand, migrant returnees in Cambodia, Myanmar and Vietnam and interviews with government officials, CSOs and recruitment agencies’ associations. The report highlights recurring issues faced by migrant workers across the three countries in accessing social protection schemes in destination countries and at home.

In her opening remarks, Her Excellency Ms Chou Bun Eng, Secretary of State, Ministry of Interior, Royal Kingdom of Cambodia, noted the importance of multilateral collaboration between countries of origin to address common issues and concerns faced by migrant workers in the region. Ms Yin Yin Ohn, Deputy Director-General, Social Security Board, Ministry of Labour, Immigration and Population, Myanmar, also believed that enhanced international cooperation is necessary as migration is “multi-dimensioned, complex and involves cross-border and cross-cutting issues.” Regarding migrant workers’ access to social protection, she reported that the Myanmar government is currently negotiating with the governments of Thailand and Malaysia to enable the portability of social security for migrant workers. 

In the following seven panels of the Policy Dialogue, the MMN presented its key findings along with recommendations for governments and recruitment agencies of countries of origin to enhance migrant workers’ access to social protection. In the discussion, participants also addressed a number of topics, including the current initiatives by different stakeholders to disseminate information relating to social protection schemes of destination countries, types of support available to migrant workers by embassies and diplomatic missions, the roles and responsibilities of recruitment agencies in assisting migrant workers’ access to social protection and the current progress regarding the establishment of mechanisms to support portable social security between destination countries and countries of origin. 

At the end of each day, participants of the Policy Dialogue broke into groups consisting of a cross-section of representatives from governments, CSOs and recruitment agencies’ associations to discuss existing gaps in policies and practices to support access to social protection, specifically under the themes of “migration mechanisms”, “information dissemination”, “overseas assistance”, “roles and responsibilities of recruitment agencies”, “international cooperation”, “assistance upon return” and “social security in countries of origin”. Based on the results of the discussion, participants collectively developed a set of recommendations to address identified gaps and improve access to social protection. Key recommendations for governments of countries of origin include:

  • Ensuring information relevant to migrant workers’ benefits and rights is available, understandable and accessible; 
  • Enhancing cooperation between Labour Attachés/Counsellors and different stakeholders, such as CSOs, in order to strengthen migrant workers’ access to social protection; 
  • Effectively monitoring recruitment agencies to make sure they comply with legal standards; and 
  • Encouraging recruitment agencies to adopt and uphold industry Codes of Conduct. 

In the long term, countries of origin should ensure uninterrupted and transferrable social protection regardless of migrants’ location of work; encourage the formation of a subcommittee under the ASEAN Committee on Migrant Workers to establish a framework for the portability of social protection; develop inclusive social protection schemes that migrants can voluntarily participate in and access when abroad; and establish flexible money transfer systems enabling migrants to contribute to social protection schemes through digital systems. Countries of origin should also take steps towards establishing a welfare fund for migrants in their respective countries at the appropriate time.

Over the course of the two-day Policy Dialogue, participants recognised the need for continued cross-country and multistakeholder collaboration to further enhance migrants’ access to social protection and better safeguard their rights. The MMN thanks all participants for their contributions to an engaging discussion.

Participants of the Second Policy Dialogue on the Roles of Countries of Origin

Her Excellency Ms Chou Bun Eng, Secretary of State, Ministry of Interior, Royal Kingdom of Cambodia, delivers a keynote speech at the Policy Dialogue

Ms Yin Yin Ohn, Deputy Director-General, Social Security Board, Ministry of Labour, Immigration and Population, Myanmar, delivers a keynote speech at the Policy Dialogue

A panel on information dissemination at the Policy Dialogue

A panel on international cooperation at the Policy Dialogue

A small group discussion at the Policy Dialogue

A participant presents on some of the gaps in existing policies and practices, along with recommendations, to disseminate information to migrant workers

    

MMN Releases Social Protection Across Borders: Roles of Countries of Origin in Protecting Migrants’ Rights

As a network of migrant support organisations, grassroots movements, and research institutes from across the Greater Mekong Sub-region (GMS), the Mekong Migration Network (MMN) works to promote and protect the rights of migrant workers and their families. The collaborative research presented in this publication comes at a time when formal social protection schemes are taking shape across the GMS, and migrant workers from the region are travelling, in ever greater numbers, to countries where social protection programmes are well established. Access to social protection for this growing cross-border workforce requires an urgent policy response, as migrant workers risk being excluded or denied access to benefits and left insufficiently protected in terms of their life cycle needs.

The present research examines the role of GMS countries of origin in improving accesses to social protection programmes both at home and overseas. Focusing specifically on Cambodia, Myanmar and Vietnam, it scrutinises the ways in which governments and other stakeholders from these countries of origin safeguard the social protection rights of their nationals, both when migrating abroad and upon return. The country-specific chapters that form the bulk of this study provides detailed analysis of the various law and policy frameworks currently in place, highlights policy gaps, and illustrates how these play out in real life through case studies of workers who have migrated to Thailand and Japan. In examining migrants’ access to social protection at home and abroad, a rigorous research methodology was employed, including desk research, key informant interviews, multi-stakeholder workshops and the collection of migrant case studies.

Published in September 2019. PDF is available here.

 

MMN holds Multi-Stakeholder Meeting on Labour Migration from Vietnam to Japan

On 24 July 2019, the Mekong Migration Network (MMN) organised the Consultation Meeting on Labour Migration from Vietnam to Japan in Hanoi, Vietnam. The consultation provided a platform for representatives of different stakeholders to exchange information about recruitment procedures from Vietnam to Japan and jointly explore interventions and strategies to improve protections provided to migrant workers. The workshop was organised in anticipation of increased labour migration from Vietnam to Japan as Japan seeks to plug gaps in its rapidly shrinking labour force. Under the Technical Internship Training Programme (TITP), Vietnam is Japan’s largest source of migrant workers, and numbers are expected to increase following the Japanese government’s announcement that it intends to welcome an additional 345,000 migrant workers within five years. To facilitate this policy change, Japan amended its strict immigration laws and added a new “Specified Skilled Worker” (SSW) visa category. In July 2019, Japan signed a bilateral Memorandum of Cooperation (MoC) with Vietnam to facilitate the implementation of the new scheme. 

Given these developments, the MMN gathered a diverse group of over 50 participants to exchange views, including representatives of the Embassy of Japan in Vietnam, the Department of Overseas Labour under the Ministry of Labour-Invalids and Social Affairs in Vietnam, the Vietnam Association of Manpower and Supply VAMAS, intergovernmental organisations, civil society organisations and private recruitment agencies.

The consultation began with a plenary entitled, “The Recruitment and Deployment of Vietnamese Workers to Japan: Policies, Trends and Gaps.” In his presentation, Mr Nguyen Ngoc Quynh, Vice President of VAMAS, urged the governments of Japan and Vietnam to quickly design guidelines for the implementation of the “Specified Skilled Workers” visa category, especially on specifying responsibilities of recruitment agencies and details on the collection of recruitment fees. Having these guidelines could help prevent intermediaries from engaging in unscrupulous and illegal recruitment activities, such as charging prospective workers exorbitant fees. Mr Nguyen also shared about the VAMAS’s industry Code of Conduct (CoC), which provides guidelines on good recruitment practices, as well as a ranking system to rate recruitment agencies’ compliance with the code. So far, approximately 120 recruitment agencies have signed the CoC. 

In the following presentation, Ms Nguyen Thi Mai Thuy, the National Programme Coordinator of the Labour Migration TRIANGLE in ASEAN Programme, International Labour Organization (ILO) Country Office in Hanoi, highlighted a number of issues Vietnamese migrant workers face during their migration to Japan, including high recruitment fees. While recruitment agencies in Vietnam can charge no more than 3600 USD by law, there have been cases where prospective workers paid as much as 7000 to 10,000 USD. High recruitment fees can be one reason why migrant workers incur huge debt before they migrate. In 2019, the ILO published the General Principles and Operational Guidelines for Fair Recruitment and Definition of Recruitment Fees and Related Cost, which provides a comprehensive definition of recruitment fees. According to the document, no recruitment fees or related costs should be borne by workers. The ILO has also raised issues related to high recruitment fees to the Vietnamese government.

In the second plenary entitled, “The Employment of Migrant Workers to Japan: Policies, Trends and Gaps”, Mr Mikio Hayashi, First Secretary, Embassy of Japan in Vietnam, presented on the trends of labour migration from Vietnam to Japan and details of the Memorandum of Cooperation on Specified Skilled Workers signed between Japan and Vietnam. Mr Hayashi also highlighted activities of the Embassy of Japan in Vietnam in supporting migrant workers, such as cooperating with the Vietnamese government to clamp down on intermediaries that have engaged in illegal and unscrupulous behaviours and organising seminars in different parts of Vietnam to disseminate information on migration under the TITP and the Economic Partnership Agreement between Vietnam and Japan.

Associate Professor Asato Wako from Kyoto University noted that while the Japanese government has adopted a more rights-based approach in developing the “Specified Skilled Workers” migration pathway, certain well-intentioned components of the scheme will be difficult to implement. For example, the SSW scheme enables employers in Japan to directly hire migrant workers in order to prevent illegal recruitment activities. However, in reality, prospective migrant workers in countries like Vietnam and Cambodia will still have to go through recruitment agencies for the foreseeable future due to a lack of job-matching services for migrant workers, as well as due to requirements of countries of origin. Professor Asato also stressed that the use of the term “runaways” to describe migrant workers who have left their jobs without terminating their contracts is not appropriate, as it implies wrongdoing on the part of migrants. Migrant workers sometimes leave their jobs in search of better employment opportunities if they have a heavy financial burden, which is often a result of high recruitment fees. On average, migrant workers who leave their jobs under the TITP paid 5000 USD as recruitment fees before departure, exceeding the legal cap in Vietnam. 

After the plenaries, participants explored the opportunities and challenges involved in ethical recruitment, human resource development and achieving decent work. Based on the results of the discussion, participants collectively came up with several recommendations to improve the protection of migrant workers throughout their migration cycle. These recommendations include improving the quality of pre-departure training provided to migrant workers, increasing cooperation between stakeholders in Japan and Vietnam, and clarifying the roles of government agencies, recruitment agencies and accepting organisations in Japan in efforts to protect migrant workers’ rights. 

Participants at the Consultation Meeting

Ms Nguyen Thi Mai Thuy, the National Programme Coordinator of the Labour Migration TRIANGLE in ASEAN Programme, International Labour Organization (ILO) Country Office in Hanoi

Mr Mikio Hayashi, First Secretary, Embassy of Japan in Vietnam

Mr Nguyen Ngoc Quynh, Vice President of VAMAS

Associate Professor Asato Wako from Kyoto University

Discussion at the Consultation Meeting

 

Back to Top